เริ่มทำสมาธิแล้วแต่ไม่มีผลลัพธ์? 5 ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักทำในการทำสมาธิและวิธีแก้ไข

ทำสมาธิแล้วทำไมถึงไม่มีผลล่ะ? ข้อผิดพลาด 5 ประการที่มือใหม่มักทำในการทำสมาธิและวิธีแก้ไขจะถูกนำเสนอที่นี่ มาปรับปรุงนิสัยการทำสมาธิที่ผิดพลาด เช่น ความคิดฟุ้งซ่าน ท่าทาง และการยึดติดกับเวลา แล้วเริ่มทำสมาธิอย่างถูกต้องกันเถอะ

คุณจำวันแรกที่เริ่มทำสมาธิได้ไหม? หลับตาและนั่งในที่เงียบสงบ แต่ไม่ถึง 1 นาที ความคิดเกี่ยวกับเมนูอาหารเย็น การประชุมวันพรุ่งนี้ และข้อความในแอปพลิเคชันที่ยังไม่ได้ตอบก็เริ่มผุดขึ้นมาในหัว 'นี่ไม่ใช่การทำสมาธิ' และในที่สุดก็หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา

หลายคนมักจะเลิกทำสมาธิในจุดนี้ แต่จริงๆ แล้ว ช่วงเวลานั้นอาจเป็นช่วงเวลาที่การทำสมาธิเริ่มต้นอย่างถูกต้อง

มีการศึกษาที่พบว่าประมาณ 1 ใน 4 ของผู้ที่ทำสมาธิครั้งแรกจะหยุดทำในประสบการณ์แรก เหตุผลก็ง่ายๆ คือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำสมาธิและนิสัยที่ไม่ถูกต้อง ผู้เขียนที่ติดตามวัฒนธรรมการทำสมาธิมากว่า 20 ปี ก็เคยทำผิดพลาดเดียวกันในตอนแรก วันนี้จะมาแบ่งปันข้อผิดพลาด 5 ประการที่มือใหม่มักทำและวิธีแก้ไข

ข้อผิดพลาด 1. คิดว่า "ถ้ามีความคิดฟุ้งซ่านแสดงว่าล้มเหลว"

สิ่งที่มือใหม่มักเข้าใจผิดมากที่สุดคือสิ่งนี้ 'การทำสมาธิ = ไม่คิดอะไรเลย' ดังนั้นเมื่อมีความคิดฟุ้งซ่านเกิดขึ้นก็จะตำหนิตัวเองว่า "ฉันคงไม่มีพรสวรรค์ในการทำสมาธิ"

แต่ความเข้าใจนี้ผิดอย่างสิ้นเชิง

การที่ความคิดเกิดขึ้นในสมาธิแบบมีสติไม่ใช่ความล้มเหลว การ 'ตระหนักรู้' ว่าความคิดเกิดขึ้นและกลับมาที่การหายใจ นั่นคือกระบวนการที่แท้จริงของการทำสมาธิ

มีข้อเท็จจริงที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง ในจิตวิทยามีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า 'ความขัดแย้งในการยับยั้งความคิด' ซึ่งหมายความว่าถ้าพยายามไม่คิดอะไร ความคิดนั้นจะกลับมาเกิดขึ้นบ่อยขึ้น เช่นเดียวกับการบอกว่า "อย่าคิดถึงช้างสีชมพู" ก็จะทำให้ช้างสีชมพูไม่ออกจากหัว

วิธีแก้ไข: ฝึก 'ปล่อยความคิด'

เมื่อมีความคิดฟุ้งซ่านเกิดขึ้น อย่าพยายามกำจัดมัน แค่ 'อ๋อ ตอนนี้มีความคิดแบบนี้เกิดขึ้น' และตระหนักรู้ จากนั้นก็เปลี่ยนความสนใจไปที่การหายใจอย่างนุ่มนวล เปรียบเทียบการไหลของความคิดกับใบไม้หรือเมฆ และเมื่อความคิดเกิดขึ้น ให้สังเกตและปล่อยไป นี่คือกุญแจสำคัญ การ 'ตระหนักรู้และกลับมา' นี้คือการฝึกฝนกล้ามเนื้อการทำสมาธิ

ข้อผิดพลาด 2. พยายามทำ 30 นาทีหรือ 1 ชั่วโมงตั้งแต่แรก

ความต้องการที่จะเห็นผลลัพธ์จากการทำสมาธิอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ ดังนั้นจึงพยายามนั่งเป็นเวลานานตั้งแต่แรก แต่ไม่สามารถทนได้และเลิกทำ ในที่สุดก็สรุปว่า 'การทำสมาธิไม่เหมาะกับฉัน'

นี่ไม่ต่างจากการพยายามวิ่งมาราธอนในวันแรกที่เรียนรู้การวิ่ง

วิธีแก้ไข: เริ่มต้นที่ 3 นาที

เริ่มต้นที่ 3 นาทีแล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาไปเรื่อยๆ จะดีกว่า ตามการศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่าการทำสมาธิวันละ 10 นาทีสามารถลดระดับฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอลได้ สิ่งที่สำคัญกว่าความยาวของเวลา คือความสม่ำเสมอ แม้ว่าจะสั้น แต่การนั่งทุกวันในเวลาเดียวกันมีประสิทธิภาพมากกว่าการทำสมาธิเป็นเวลานานในบางครั้ง

ข้อผิดพลาด 3. คิดว่าต้องนั่งขัดสมาธิเท่านั้น

เมื่อพูดถึงการทำสมาธิ ภาพของการนั่งในท่าลีลาขัดสมาธิจะผุดขึ้นมาในหัวก่อนเสมอ ดังนั้นแม้ว่าท่าทางจะไม่สบาย แต่ก็ยังพยายามรักษาท่าขัดสมาธิไว้ จนทำให้เกิดอาการปวดเข่าและหลัง

วิธีแก้ไข: ท่าที่สบายที่สุดคือท่าที่ดีที่สุด

ไม่จำเป็นต้องนั่งขัดสมาธิ คุณสามารถทำสมาธิได้ทั้งนั่ง ยืน หรือแม้กระทั่งนอน ท่าที่สบายที่สุดคือท่าที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม ควรระวังว่าการนอนอาจทำให้หลับได้ง่าย ใช้เบาะหรือหมอนช่วยให้หลังตรงจะช่วยให้รักษาสมาธิได้ดีขึ้น นั่งบนเก้าอี้ก็เพียงพอแล้ว เนื้อแท้ของการทำสมาธิคือการให้ความสนใจกับช่วงเวลานี้

ข้อผิดพลาด 4. คาดหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงในไม่กี่วัน

ในโซเชียลมีเดียมีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับ 'การทำสมาธิเปลี่ยนชีวิตใน 7 วัน' เมื่อถูกดึงดูดไปยังเรื่องราวเหล่านั้นจึงเริ่มทำสมาธิ แต่เมื่อผ่านไปหนึ่งสัปดาห์แล้วไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนก็จะสูญเสียความสนใจไปอย่างรวดเร็ว การทำสมาธิไม่ค่อยให้ผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว ดังนั้นความผิดหวังนี้จึงนำไปสู่การเลิกทำ

วิธีแก้ไข: การทำสมาธิคือ 'การฝึกกล้ามเนื้อ'

การทำสมาธิและการหายใจไม่ทำให้เกิดปาฏิหาริย์ในระยะสั้น แต่ถ้าทำอย่างสม่ำเสมอจะสามารถสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนได้ ผลของการทำสมาธิคล้ายกับการออกกำลังกายกล้ามเนื้อ เช่นเดียวกับที่กล้ามเนื้อไม่เกิดขึ้นจากการไปฟิตเนสเพียงวันเดียว การทำสมาธิก็ต้องการการทำซ้ำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้วงจรในสมองค่อยๆ เปลี่ยนแปลง การทำสมาธิแบบมีสติได้รับการพิสูจน์ว่ามีผลโดยตรงต่อเปลือกสมองส่วนหน้าของสมองและเปลือกสมองส่วนหลัง ช่วยลดคลื่นสมองที่มีการกระตุ้นมากเกินไป การเปลี่ยนแปลงนี้จะรู้สึกได้ช้าๆ หลังจากการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน การมุ่งเน้นไปที่ 'ช่วงเวลานี้' เป็นเนื้อแท้ของการทำสมาธิ แต่การมีใจเดียวกันในการเก็บเกี่ยวผลลัพธ์ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

ข้อผิดพลาด 5. ทำเฉพาะเมื่อรู้สึกอยากหรือเมื่อเครียดมาก

การใช้การทำสมาธิเสมือน 'ยารักษา' ก็เป็นสิ่งที่พบเห็นได้บ่อย เมื่อใช้ในช่วงเวลาที่ลำบากเท่านั้น จะทำให้ต้องทำสมาธิในขณะที่จิตใจอยู่ในสภาวะที่สั่นคลอนแล้ว

วิธีแก้ไข: สร้างเป็นกิจวัตรในชีวิตประจำวัน

เมื่อเริ่มเรียนรู้การทำสมาธิ ควรฝึกในขณะที่จิตใจสงบ เช่น เมื่อตื่นเช้าหรือหลังจากกลับจากโรงเรียนหรือที่ทำงานแล้วคลายเครียด ลองทำสมาธิในช่วงเวลานั้น การกำหนดเวลาและสถานที่เฉพาะเพื่อสร้างเป็นนิสัยเป็นสิ่งสำคัญ สามนาทีในขณะที่ต้มน้ำกาแฟตอนเช้า ห้านาทีที่หน้าต่างก่อนกลับไปที่โต๊ะหลังจากมื้อกลางวัน สิบครั้งของการหายใจก่อนนอนในขณะที่นอนบนเตียง การใส่การทำสมาธิในช่องว่างเล็กๆ ในชีวิตประจำวันนั้นยั่งยืนมากกว่าการรอคอยวันพิเศษ

การทำสมาธิ ไม่มีใครทำได้ดีเป็นพิเศษ

การทำสมาธิไม่มี 'การทำได้ดี' การพยายามให้ความสนใจกับการหายใจขณะนั่งอยู่คือการทำสมาธิแล้ว

แม้ว่าความคิดฟุ้งซ่านจะมากมายก็ไม่เป็นไร แม้ว่าท่าทางจะไม่ถูกต้องก็ไม่เป็นไร แม้ว่าวันนี้จะฟุ้งซ่านมากกว่าวันเมื่อวานก็ไม่เป็นไร แค่กลับมาใหม่ การ 'กลับมา' นี้จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงจิตใจของเราอย่างชัดเจน

วันนี้ลองวางสมาร์ทโฟนลงและหลับตาเพียง 3 นาที ดูว่า 3 นาทีนี้จะเปลี่ยนแปลงวันของคุณอย่างไร คนที่เคยสัมผัสมาก่อนรู้ดี